บทที่ 10 ตอนที่ 10

“หรือว่าฉันพูดไม่จริงล่ะ มาอยู่ที่นี่ตั้งหลายเดือน คงจะมีผู้ชายตกถึงท้องเกือบร้อยคนแล้วสินะ”

“คนหยาบช้า ในหัวมีแต่เรื่องชั่วๆ”

“มันก็ยังดีกว่าผู้หญิงสำส่อน มักมาก นอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้าอย่างเธอนั่นแหละ พิมรัก” มาริออสโต้ตอบอย่างดุเดือด โทสะแล่นพล่านจนเขาเริ่มจะควบคุมมันไม่ได้แล้ว

น้ำตาแห่งความเจ็บช้ำท่วมอก แต่พิมรักจะไม่ยอมให้มันไหลออกมาประจานความอ่อนแอของตัวเองแน่ ดังนั้นหล่อนจึงเชิดหน้าสูง และประชดเขาด้วยการรับสมอ้างออกไป

“ใช่ ฉันมันสำส่อน มีผัวเป็นร้อยๆ คน พอใจหรือยัง”

“พิมรัก!”

ร่างเล็กถูกกระชากเข้าไปกอดรัดแน่น ใบหน้าหล่อจัดบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราด

“ทำไมล่ะ อยากได้ยินแบบนี้ไม่ใช่หรือ”

“แพศยา!”

“ใช่ ฉันมันแพศยา ทีนี้ก็เอามือสะอาดๆ ของนายออกไปจากตัวฉันได้หรือยัง นายมาริออส”

“ยัง”

หล่อนกำลังจะอ้าปากถามกลับไปว่าทำไม ทำไมยังไม่ปล่อยหล่อนไปอีก แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะวินาทีต่อมาร่างสั่นเทิ้มของหล่อนก็ถูกดันให้ชนกับเบาะรถที่ถูกมือใหญ่กดปุ่มปรับให้เอนลงต่ำ พร้อมกับปากร้อนจัดของเขาที่กระแทกกระทั้นลงมาหา

“อื้อ...”

คำต้านทานของหล่อนถูกจุมพิตดุดันกลืนกินเข้าในลำคอแกร่งจนหมดสิ้น ริมฝีปากสวยราวกับอิสตรีขยี้บดคลึงลงมาหาอย่างหยาบคาย ดุกระด้างป่าเถื่อน หญิงสาวเจ็บระบมไปทั้งปาก พยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่เขาก็ตามติดไม่ให้มีช่องว่าง ปากแข็งกระด้างลงทัณฑ์หล่อนอย่างดุร้าย ผลักไสให้หล่อนร่วงหล่นลงไปในขุมนรกที่เต็มไปด้วยกองไฟ

หล่อนร้องไห้ ปล่อยหยาดน้ำตาแห่งความอัปยศอดสูออกมา และเขาก็คงสัมผัสได้ ถึงได้ยุติจุมพิตป่าเถื่อน และมองหน้าเปื้อนน้ำตาของหล่อนแทน

“หยุดทำไมล่ะ จูบให้ฉันตายไปเลยสิ”

“อย่ามาท้าฉันนะ พิมรัก”

พิมรักสะบัดหน้าหนี เกลียดตัวเองที่เกลียดมาริออสไม่ลงอย่างที่ปากตะโกนออกไป ใครจะรู้บ้างเล่าว่าหล่อนรู้สึกอย่างไรกับจุมพิตเมื่อครู่นี้ เจ็บปวด ใช่ หล่อนเจ็บปวด เจ็บระบมไปทั้งเรียวปาก แต่...แต่ในความเจ็บระบมนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา ความรู้สึกที่หล่อนเองก็ยังตกใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ฉันจะกลับร้าน”

“ก็บอกแล้วไงว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”     

“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนายอีกแล้ว”

มาริออสแค่นยิ้ม ยืดตัวอยู่หลังพวงมาลัยรถ “แต่ฉันมี และเธอก็ต้องฟังจนจบด้วย”

“งั้นก็รีบๆ พูดมาสิ ฉันจะได้ออกไปจากสถานการณ์น่าอาเจียนแบบนี้เสียที”

“ทีกับไอ้หน้าจืดนั่น นั่งคุยกับมันอยู่ได้ตั้งหลายชั่วโมง”

“ก็คุณอนุชิตเป็นคนสุภาพ น่ารัก ไม่เหมือนคนบางคนแถวนี้นี่”

“ชอบมันนักก็นอนกับมันไปเลยสิ หรือว่าต้องให้ฉันนัดสถานที่ให้”

พิมรักเชิดหน้าอย่างอวดดี ทั้งๆ ที่ภายในอกน้อยใจเหลือเกิน “ถ้าฉันกับคุณอนุชิตจะนอนด้วยกัน เราสามารถจัดการสถานที่กันเองได้ นายไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งหรอก”

“ดี...จะจำเอาไว้!”

คนตัวโตกระแทกคำพูดออกมา พร้อมกับตะบึงรถออกจากริมถนนด้วยความเร็วสูง ขับซอกแซก ปาดหน้ารถคันอื่นไปมา จนพิมรักต้องรีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดด้วยความหวาดกลัว

“ถ้าอยากตายนัก ก็จอดให้ฉันลงก่อน”         

“หุบปาก”

“แต่นายไม่มีสิทธิ์พาฉันมานั่งรถหวาดเสียวแบบนี้นะ”

คนตัวโตหันมามองตาขุ่นขวาง

นี่มาริออสโกรธเคืองอะไรหล่อนนักหนานะ พิมรักไม่เข้าใจกิริยากระฟัดกระเฟียดของชายหนุ่มข้างตัวสักนิด

“อย่าลืมสิ ฉันเคยเป็นนักแข่งรถ”

“แต่ที่นี่ไม่ใช่สนามแข่งนะ”

“ถ้าฉันอยากจะแข่ง ตรงไหนๆ ก็คือสนาม”

“ไอ้คนบ้าอำนาจ”      

เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมดังกระหึ่มออกมาจากลำคอสีแทน “ถึงร้านดอกไม้โกโรโกโสของเธอเมื่อไหร่ เธอจะรู้ว่าฉันยังบ้าได้มากกว่านี้”

“ว้ายยย!...”

พิมรักกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เมื่อรถสปอร์ตหรูที่มีซาตานร้ายเป็นคนควบคุมวิ่งมุดเข้าเลนส์กลางของถนน ปาดหน้ารถพ่วงสิบแปดล้อไปได้อย่างหวุดหวิด

นี่หล่อนคงไม่ตายวันนี้ใช่ไหม...

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ร่างเล็กของพิมรักแทบจะถูกโยนเข้าไปในร้านดอกไม้ในทันทีเมื่อประตูร้านเปิดออก

“ไอ้คนป่าเถื่อน”

คนตัวโตก้าวตามเข้ามาติดๆ พร้อมกับปิดประตูกระจกและล็อกมันอย่างแน่นหนา

“นายล็อกประตูทำไม” หล่อนถามเสียงสั่น หัวใจสะท้านอย่างรุนแรง

“กลัวว่าฉันจะฆ่าเธอหรือไง”

พ่อเจ้าประคุณย่างสามขุมเข้ามาหา ใบหน้าหล่อจัดเรียบเฉย แต่ที่แก้มข้างซ้ายยังมีรอยนิ้วมือของหล่อนชัดเจนอยู่ ความรู้สึกผิดห้อมล้อมรอบตัว แต่ก็จำต้องเก็บซ่อนมันเอาไว้

“ฉันกลัวว่าฉันจะเผลอฆ่านายต่างหากล่ะ”

มาริออสหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั่นทำไมน่าหวาดหวั่นนักนะ พิมรักก้าวถอยหลังหนีไปเรื่อยๆ จนบั้นท้ายอวบชนเข้ากับโต๊ะทำงานของตัวเอง และนั่นก็ทำให้รู้ว่าหมดทางหนีเสียแล้ว

“ถ้ากล้าก็ทำสิ พิมรัก” เขาเข้ามาหยุดตรงหน้า ตอนนี้ระยะห่างของสองร่างแทบไม่มีช่องว่างเหลืออยู่เลย

“ออกไปให้พ้นนะ” มือเล็กยกขึ้นผลักไส แต่ร่างกำยำใหญ่โตหนาหนักราวกับหิน เพราะไม่ว่าจะออกแรงผลักสักเท่าไร เขาก็ไม่ขยับเขยื้อนเลย แถมยังทำหน้าเหี้ยมใส่อีกต่างหาก

“อย่าไล่ เพราะฉันจะยังไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะพูดธุระเสร็จ”

“งั้น...ก็รีบๆ พูดมาเสียสิ ฉันสะอิดสะเอียนเวลาที่อยู่ใกล้ๆ นายจะแย่อยู่แล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป